เมื่อเวลา 13.00 น. วันนี้ (11 มี.ค. 64) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่บ้านเลขที่ 185 ม.1 บ้านหินตั้ง ต.หินตั้ง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นบ้านที่ นางหนูริน ศรีล้อม อายุ 72 ปี อาศัยอยู่กับสามีและลูกสาว และเป็นผู้ที่ประสบอุบัติเหตุถูกรถเก๋งชนท้ายรถจักรยานยนต์ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 63 โดยนางหนูริน และลูกสาวร้องเรียนว่า จากอุบัติเหตุดังกล่าวทำให้นางหนูรินได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่กลับกลายเป็นฝ่ายผิดถูกแจ้งข้อหาดำเนินคดี ทั้งที่เป็นฝ่ายถูกชน
นางสาวนงนุช ศรีล้อม อายุ 37 ปี ลูกสาวของยาย เล่าว่า ช่วงเช้าวันเกิดเหตุ แม่ได้ขี่รถจักรยานยนต์ ทะเบียน1877 ขอนแก่น เพื่อไปเอากับข้าวที่บ้านพี่สาวซึ่งอยู่คนละฟากถนนกับบ้านพัก แล้วถูกรถเก๋งคู่กรณีเฉี่ยวชน ทำให้แม่บาดเจ็บสาหัสมีเลือดคั่งในสมอง แพทย์ต้องผ่าตัดกะโหลกศีรษะ หลังเกิดเหตุ พนักงานสอบสวน สภ.บ้านไผ่ ซึ่งมาตรวจที่เกิดเหตุแจ้งว่า ยายหนูรินเป็นฝ่ายถูกเนื่องจากถูกขับชนท้าย จะทำคดีให้ดีที่สุดเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือ แต่ต้องไม่พูดอะไรมาก ใครถามอะไรไม่ต้องพูด จะจัดการทุกอย่างให้เอง ฝ่ายรถเก๋งผิด ต้องชดใช้ค่าเสียหายและค่าทำขวัญให้
นางสาวนงนุช เล่าต่อว่า นับแต่เกิดเหตุจนแม่ออกจากโรงพยาบาลมารักษาตัวต่อที่บ้าน คู่กรณีไม่เคยมาเยี่ยมหรือติดต่อถามไถ่
กระทั่งตำรวจได้เรียกตัวไปให้ปากคำ ซึ่งวันนั้นตำรวจบอกกับแม่ว่า ไม่สวมหมวกนิรภัย, ไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ ต้องไปเสียค่าปรับที่ศาล พร้อมกับให้แม่เซ็นเอกสารในสำนวน และพิมพ์ลายนิ้วมือ โดยทุกขั้นตอนตำรวจห้ามญาติพี่น้องที่ไปด้วยเข้ามายุ่งเกี่ยว จากนั้นตำรวจก็บอกว่า ยายหนูรินตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทำให้เสียทรัพย์ต้องไปขึ้นศาลในวันที่ 31 มีนาคมนี้ เมื่อได้ยินอย่างนั้นแม่ของตนก็ตกใจทำอะไรไม่ถูก กลับมาบ้านก็เครียดจนนอนไม่หลับ พยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง พวกตนจึงต้องร้องเรียนสื่อมวลชนเข้ามาช่วยตรวจสอบ เพราะอยากเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับแม่
ด้านยายหนูริน ผู้บาดเจ็บ เล่าทั้งน้ำตาว่า ก่อนหน้านี้ตนรับจ้างทำไม้ปิ้งไก่ขาย หาเลี้ยงตัวเองและสามีซึ่งตาบอดทั้ง 2 ข้าง วันเกิดเหตุได้ขี่รถ จยย. จะไปเอาปลาที่บ้านลูกสาวมาทำอาหาร ขณะชะลอรถจะเลี้ยวขวาก็ถูกรถเก๋งคู่กรณีพุ่งชนท้ายจนกระเด็นตกจากรถศีรษะฟาดพื้นบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้ก็ไม่สามารถทำงานได้เหมือนก่อนแล้ว หลังเกิดเหตุคู่กรณีไม่เคยมาถามไถ่ดูแล เพียงแค่นำเงิน 5,000 บาท มาให้ในวันที่ตำรวจเรียกตนไปแจ้งข้อหา โดยบอกว่า “เป็นน้ำใจให้ยายเฉยๆ เพราะเห็นว่ายายไม่มีเงิน” ยืนยันว่า วันเกิดเหตุไม่ได้จอดรถขวางถนน ไม่ได้ขี่รถตัดหน้าใคร ตอนที่ถูกชนนั้นรถตนจอดชิดเลนขวาสุดแล้ว เพื่อรอเลี้ยวขวา แต่ไม่เข้าใจว่า ตนถูกชนแท้ๆ แต่ทำไมถึงกลายเป็นฝ่ายผิด ถูกแจ้งข้อหาทำให้เสียทรัพย์ รู้สึกท้อแท้มองไม่เห็นความยุติธรรม
ขณะที่ชาวบ้านซึ่งมีบ้านอยู่ริมถนนใกล้จุดเกิดเหตุและเห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ พูดตรงกันว่า ยายหนูริน ขี่รถ จยย.จอดรถอยู่นอกเส้นสีเหลืองริมถนนฝั่งขวา เตรียมจะเลี้ยวขวาไปอีกฝั่ง จู่ๆ ก็มีรถเก๋งสีเทาขับเฉี่ยวชนจนร่างยายหนูรินกระเด็นตกจากรถ และรถ จยย.ตกไปในร่องถนน จึงรีบเข้าช่วยคนเจ็บและแจ้งรถกู้ชีพมารับตัวส่ง รพ.ทันที พร้อมกับยืนยันว่า หากตำรวจต้องการสอบสวน ก็ยินดีจะให้ปากคำตามความเป็นจริงเช่นเดิม เพราะต้องการให้คนเจ็บได้รับความเป็นธรรม
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง พ.ต.อ.พิชัยภูษิส จารุพงศ์ ผกก.สภ.บ้านไผ่ ได้รับคำตอบว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะเรียกพนักงานสอบสวนมาสอบถามถึงเหตุการณ์และรายละเอียดของอุบัติเหตุครั้งนี้ รวมถึงการรวบรวม พยาน หลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องว่าได้จัดเก็บอะไรบ้าง สอบสวนปากคำผู้เห็นเหตุการณ์ครบถ้วนหรือยัง ขอเวลาตรวจสอบก่อนจึงจะให้คำตอบได้ ขอยืนยันว่า จะให้ความเป็นธรรมกับประชาชนทุกคน

