หนุ่มขายน้ำส้ม ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ปิดล้อม ขู่ยึดรถ-เรียกเงินสองแสน กลางถนน โทรแจ้งตำรวจจึงรอดตัวมาได้ พร้อมระบุเจอกันในชั้นศาล อย่าทำตัวอันธพาลแบบนี้
เกาะติดข่าว กดติดตามไลน์ ข่าวสด
วันที่ 13 มี.ค. 64 นายธนภัทร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 21 ปี ชาวบ้านดอนหญ้านาง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น เข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชนว่า ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนมากอ้างตัวเป็นพนักงานบริษัทของสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ขู่กรรโชกทรัพย์และยึดรถในลักษณะการกระทำแบบผู้มีอิทธิพลที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และก่อเหตุกลางใจเมืองขอนแก่น
นายธนภัทร กล่าวว่า ในวันเกิดเหตุมีกลุ่มชายฉกรรจ์ ชาย 5 คน และหญิงอีก 1 คน เข้ามาข่มขู่และบังคับยึดเอารถกระบะ 4 ประตู โตโยต้า วีโว่ สีขาว ทะเบียน 6 กษ-6423 กรุงเทพมหานคร พร้อมขู่เอาเงิน 200,000 บาท โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ปิดล้อมรถยนต์เอาไว้และตนนั่งอยู่ในรถ รวม 3 ชั่วโมง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา บนถนนมะลิวัลย์ ห่างจากตู้ยามตำรวจสี่แยกไฟแดงสามเหลี่ยมเขตเทศบาลนครขอนแก่น เพียง 300 เมตรเท่านั้น
ช่วงสถานการณ์โควิค ทำให้ไม่มีคนมาสมัครเรียนนวดแผนไทย ประกอบกับธุรกิจนวดต้องหยุดลงตามคำสั่งของรัฐบาล รายได้ก็ไม่มีเข้ามา คนในครอบครัวช่วยกันหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว โดยผมเองก็ได้ติดต่อรับน้ำส้มมาจากกรุงเทพฯ มาส่งขายให้ร้านค้าและลูกค้าในเขตเมืองขอนแก่น โดยในวันเกิดเหตุได้ขับรถยนต์คันดังกล่าว ซึ่งเป็นของคุณแม่ ไปส่งน้ำส้มให้กับลูกค้าที่ริมถนนมะลิวัลย์
โดยมีเพื่อนนั่งไปในรถด้วย และได้จอดรถไว้ริมถนน เดินไปส่งน้ำส้มให้ลูกค้าในจุดแรกเรียบร้อยและเดินกลับมาที่รถ ก็ปรากฏว่ามีเสียงชายฉกรรจ์ตะโกนมาว่า “ไอ้น้อง มึงไม่มีสิทธิ์ใช้รถคันนี้แล้วนะ พวกกูมาจากบริษัทแห่งหนึ่งจะมายึดเอารถคันนี้ ถ้ามึงไม่อยากโดนยึด ก็เอาเงินมาจ่ายสองแสน เพราะถ้าไม่จ่ายมึงต้องเซ็นชื่อยินยอมให้กูเอารถไป”
นายธนภัทร กล่าวต่อว่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ตนคิดว่าชายกลุ่มนี้ไม่ควรจะมีกิริยา วาจาเช่นนี้ น่าจะพูดจาดีดี จากนั้นผมได้โทรศัพท์แจ้งคุณแม่ให้ทราบเรื่อง และขอดูบัตรพนักงาน ดูเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับรถ แต่เมื่อขอดูกลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ที่อ้างว่ามาจากสถาบันการเงินแห่งหนึ่งไม่มีให้ดู บอกเพียงว่า ทำทุกอย่างตามที่บอกจึงจะมีสิทธิ์ขอ ถ้าไม่ทำ ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาขอดู
ตลอดเวลาที่อยู่ในจุดดังกล่าว รปภ.ของบริษัทฯที่ยืนอยู่ใกล้ มองเห็นเหตุการณ์ รวมถึงมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาล็อกล้อรถเพราะจอดในที่ห้ามจอด แต่กลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านั้นบอกตำรวจว่ากำลังคุยกันเรื่องซื้อขายน้ำส้ม จอดไม่นานก็จะไป ตำรวจจึงไม่ล็อกล้อและไม่ถามอะไรใด ๆ จึงมีการเจรจากันนานกว่า 3 ชั่วโมง ซึ่งตนเองนั้นถูกกักตัวอยู่ในรถตลอด
จนกระทั่งน้าชายขับรถมาหาแต่ก็ถูกกลุ่มบุคคลที่อ่างว่ามาจากสถาบันการเงินดังกล่าว ขัดขวางไม่ให้พบเจอกัน รวมถึงตะโกนว่า ไม่มีสิทธิ์เคลื่อนย้ายรถไม่มีสิทธิ์ถ่ายภาพ ซึ่งทุกคนก็ไม่ได้ทำอะไร จากนั้นก็มีตำรวจประมาณ 10 นาย ขับรถมาจอดฝั่งตรงข้าม กลุ่มชายฉกรรจ์ จึงพากันขับรถออกจากจุดดังกล่าวไป จึงรีบขับรถกลับมาที่บ้าน ส่วนน้ำส้มที่ต้องนำไปส่งลูกค้านั้น เสียหายเกือบทั้งหมดเพราะรถจอดตากแดดนาน น้ำแข็งละลายหมด จึงส่งให้ลูกค้าไม่ได้
ด้าน นางอารยา แม่ของนายธนภัทร กล่าวว่า รถกระบะคันดังกล่าวได้ซื้อมาใช้ที่ร้าน และมีการผ่อนจ่ายค่างวดรถมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งประสบปัญหาจากสถานการณ์โควิด-19 ในรอบแรก โรงเรียนและร้านนวดก็ต้องปิดร้านตามคำสั่งของทางราชการ ขณะนั้นจึงทำเรื่องพักชำระหนี้กับสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อรถดังกล่าว ซึ่งก็ได้พักชำระหนี้ประมาณ 3 เดือน และกลับมาจ่ายค่างวดอีกครั้งในเดือน พ.ย.2563 ซึ่งเป็นการจ่ายรวม 3 งวด จำนวน 33,000บาท
จากนั้นก็ต้องมาประสบกับสถานการณ์โควิด-19 รอบที่ 2 ซึ่งก็มีค่างวดค้างจ่ายอยู่ และพยายามติดต่อกับทางธนาคาร เพื่อขอพักชำระหนี้ แต่เบื้องต้นติดต่อไม่ได้ จึงตัดสินใจเดินทางไปที่ธนาคารฯสาขาขอนแก่น พบกับเจ้าหน้าที่ซึ่งแจ้งว่า ไม่เข้าเกณฑ์ เพราะมีค้างจ่ายอยู่ ถ้าจะเข้าร่วมโครงการต้องจ่ายที่ค้างให้หมด
ขณะนั้น ไม่มีเงินจ่าย จึงสรุปว่าไม่ได้เข้าร่วมโครงการ และไม่มีการพักชำระหนี้ แต่มีโครงการปรับโครงสร้างหนี้ แต่ด้วยเหตุผลว่ามียอดค้างจึงไม่ได้เข้าร่วมอีก และในเวลาต่อมา ได้เข้าไปในเว็บไซต์ของบริษัทดังกล่าว พบว่ามีโครงการพักชำระหนี้ จึงรีบลงทะเบียนเพื่อขอพักชำระหนี้อีกครั้ง โดยลงทะเบียนในเว็บไซต์ของบริษัทในวันที่ 23 พ.ย. 2563 เมื่อสมัครเรียบร้อย ก็มีข้อความแจ้งว่า รอเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับภายใน 14 วัน เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมา ยังไม่ครบกำหนด 14 วัน และกลัวว่าจะเกินกำหนดจึงไปติดต่อเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานสาขาขอนแก่น เพื่อพูดคุยกรณีที่ลงทะเบียนไว้
ซึ่งได้รับคำตอบว่า ไม่มีโครงการใด ๆ แล้ว และไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการแล้ว จึงติดต่อไปยังสำนักงานใหญ่ใน กทม. เล่ารายละเอียดต่าง ๆ ให้ฟัง แต่ก็ไม่มีคำตอบหรือรายละเอียดที่ชัดเจนว่าจะมีการดำเนินการเช่นใดให้ จึงกลับมาที่บ้าน และคิดว่า หากไม่มีการพักชำระหนี้ ไม่มีการปรับโครงสร้างหนี้ใด ๆ ก็ขอให้เป็นเรื่องในชั้นศาล
นางอารยา กล่าวต่อว่า จากการกระทำของคนกลุ่มดังกล่าว เสมือนการข่มขู่ จะปล้นเอารถไป ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว ก็ไปแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ให้ตรวจสอบพฤติกรรมของคนกลุ่มดังกล่าว และขอยืนยันว่าจะยังไม่คืนรถ ให้ทุกอย่างไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นธนาคารสามารถดำเนินการทางกฎหมาย ฟ้องร้องได้ ปรับโครงสร้างหนี้ได้ แต่ไม่ทำ กลับให้คนมาข่มขู่เช่นนี้ จึงขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายด้วย

